รีวิวหนัง ภาพยนตร์ | Flee (2021)

รีวิวหนัง ภาพยนตร์ | Flee (2021)

รีวิวหนัง ภาพยนตร์ | Flee (2021) เล่าความจริงผ่านอนิเมชั่น

         Flee (Danish: Flugt ) เป็นภาพยนตร์สารคดีแอนิเมชั่นที่ร่วมผลิตในระดับสากลปี 2021กำกับโดย “Jonas Poher Rasmussen” เขียนโดย “Poher Rasmussen” และ “Amin” เป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่งชื่ออามิน ผู้ซึ่งเล่าถึงอดีตที่ซ่อนเร้นของเขาเป็นครั้งแรกในการหนีออกจากประเทศของเขา “Riz Ahmed” และ “Nikolaj Coster-Waldau” ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้าง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2021เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564 เข้าฉายในโรงภาพยนตร์โดย “Neon” และ “Participant” เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ได้รับเลือกให้เข้าฉายในเดนมาร์กสำหรับภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมระดับนานาชาติที่94 รางวัลออสการ์

สารคดีอนิเมชั่นที่ส่งผ่านความรู้สึกรุนแรงของชีวิตผู้ลี้ภัยในยุโรป เล่าความจริง ผ่านศิลปะ ลายเส้นเคลื่อนไหวที่ทำให้ผู้ชมเข้าใกล้ความจริงมากกว่าเดิม

เรื่องย่อ Flee

ภาพยนตร์แนวล่ารางวัลดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมสักเท่าไหร่เพราะหลายคนมองว่ามันเป็นภาพยนตร์ที่ค่อนข้างรับชมได้ยาก มีการแฝงนัยยะสำคัญเข้ามามากมายจนทำให้กลุ่มคนเดียวที่ชอบภาพยนต์แนวนี้ก็คือเหล่านักวิจารณ์นั่นเอง แต่ที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ค่อนข้างรับชมง่ายแต่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจนกลายเป็นภาพยนตร์ล่ารางวัลนั่นก็คือภาพยนตร์เรื่อง FLEE มันได้รับการยกย่องให้เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ดีที่สุดอีกหนึ่งเรื่องในปี 2022

Amin

มันได้รับการยกย่องให้เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่ดีที่สุดอีกหนึ่งเรื่องในปี 2022 แม้ว่ามันจะไม่ได้มีกระแสโด่งดังอะไรมากมายแต่นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ต่างให้คำวิจารณ์ในแง่บวกกับภาพยนตร์เรื่องนี้กันอย่างคับคั่ง มันเป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอในรูปแบบของสารคดีแต่เลือกใช้งานภาพแบบอนิเมชั่นทำให้มีความสร้างสรรค์และน่าประทับใจ

FLEE

มีการผสมผสานกันระหว่างลายเส้นการ์ตูนและภาพถ่ายจริงที่สามารถสร้างอรรถรสให้กับผู้รับชมได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือมันได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงจากชาวอัฟกานิสถานคนหนึ่งที่เคยเป็นผู้ลี้ภัยและยังคงอาศัยอยู่ในประเทศเดนมาร์ก สามารถสะท้อนให้เห็นได้ถึงปัญหาของเหล่าผู้ลี้ภัยทั้งหลายที่ไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของตัวเองได้อีกต่อไปเนื่องจากความปลอดภัย

FLEE

การต้องจากบ้านเกิดมาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแต่พวกเขาไม่สามารถเลือกได้ แต่มันก็ยังไม่แย่เท่ากับการได้มาอยู่ในที่ใหม่ที่ปลอดภัยแล้วแต่กลับต้องเจอกับปัญหามากมายไม่ว่าจะเป็นกำแพงของภาษา การปรับตัว หรือแม้แต่ปัญหาการเหยียดชนชาติก็ตาม 

อามิน

FLEE เป็นภาพยนตร์ที่จะพาเราไปรับรู้เรื่องราวของชายชาวอัฟกานิสถานคนหนึ่งที่มีชื่อว่า “อามิน” เขานั้นต้องลี้ภัยจากประเทศบ้านเกิดเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงที่แพร่กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ตั้งแต่สมัยยังเด็ก การต้องลี้ภัยมานั้นทำให้เขาเผชิญกับเรื่องราวเลวร้ายมากมายจนทำให้เขานั้นไม่เคยเปิดใจเล่าเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองให้ใครฟังเลยแม้กระทั่งคนรักก็ตาม

Amin

ดังนั้นในครั้งนี้มันจึงเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่ความรักสุดแสนจะเจ็บปวดของเขาจะได้ถูกเปิดเผยออกมา มันทำให้เราได้ตระหนักถึงคำว่าบ้านว่ามันมีความหมายอย่างไรกันแน่ แต่สำหรับชาวต่างชาติผู้ลี้ภัยแล้วมันคือสถานที่ที่ปลอดภัย เราสามารถอยู่ได้เรื่อย ๆ โดยที่ไม่ต้องหนีไปไหนอีก จากเรื่องย่อหลายคนคงพอจะเดาออกแล้วว่ามันมีกลิ่นอายดราม่าแบบมาเต็ม

อามิน

แต่ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ไม่ได้มีดีเฉพาะเรื่องราวมากที่สามารถขยี้ให้คุณต้องหลั่งน้ำตาได้เท่านั้น แต่ยังมีประเด็นเรื่องเพศทางเลือกอย่าง LGBT รวมไปถึงการเติบโตของเด็กคนหนึ่งในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกับที่เคยเติบโตมา โดยรวมแล้วมันจึงกลายเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่นอกจากจะมีไอเดียที่แปลกใหม่แล้วยังสามารถนำเสนอออกมาได้อย่างครบเครื่องอีกด้วย 

จากเนื้อเรื่อง Flee

ในหนังสารคดีอนิเมชั่น Flee (2021) เรื่องราวชีวิตส่วนตัวของ “อามิน” ค่อย ๆ ไหลออกมาผ่านรูปภาพรูปแรกที่ปรากฎขึ้นเป็นความทรงจำในวัยเด็กของเขา ภาพถนนในกรุงคาบูร์ ประเทศอัฟกานิสถานในช่วง 1980 ตัวเขาเองที่วิ่งอยู่บนถนนในชุดนอนกระโปรงของพี่สาวพร้อมฟังเพลงเสียงดังลั่นจากหูฟังสีชมพูที่แนบหู อามินรู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าเขาแตกต่างจากคนอื่น ๆ แต่ยังไม่เข้าใจว่าความแตกต่างนั้นคืออะไรและมันมีความหมายอะไรกับชีวิตเขากันแน่

Amin

จากรูปถ่ายรูปแรกของความทรงจำในวัยเด็กของ “อามิน” และครอบครัวของเขาในกรุงคาบูร์ เรื่องราวใน Flee ก็เริ่มต้นโดยมีอามินเป็นตัวเอกที่เล่าชีวิตในวัยเด็กของเขาจากเด็กคนหนึ่งในคาบูร์ที่ต้องระหกระเหินจากบ้านเกิดเพื่อรักษาชีวิตและได้กลายเป็นผู้ลี้ภัย (refugee) ในรัสเซียและยุโรป ตลอดชีวิตเขาตามหาสถานทีที่จะมอบความปลอดภัย มั่นคง ที่ที่เขาจะสามารถใช้ชีวิตอยู่และไม่ต้องหนีไปไหน สถานที่แห่งใหม่ที่เพียงพอจะทำให้เขาเรืยกว่า ‘บ้าน’

FLEE

Flee บอกเล่าชีวิตของอามินตั้งแต่ที่เขาหนีออกจากอัฟกานิสถานหลังสงความกลางเมืองเริ่มต้นขึ้น จากอัฟกานิสถานอามินหนีไปที่มอสโก รัสเซีย สถานทีที่เดียวที่มอบวีซ่านักท่องเที่ยวให้แก่เขา และหลังจากนั้นอีกหลายปีเขาถึงได้สถานะผู้ลี้ภัยในเดนมาร์ก ประเทศที่เขาได้ลงหลักปักฐานตัวคนเดียวปราศจาคครอบครัว เขาได้ไปโรงเรียน ตกหลุมรัก ทำงานและในที่สุด แต่งงาน

Amin

Flee เล่าถึงชีวิตของ “อามิน” ในช่วงเวลาปัจจุบันตัดสลับความทรงจำของเขาในอดีตที่ต้องพยายามหนีเข้าเมืองและใช้ชีวิตอย่างผิดกฎหมาย  ในช่วงเวลาปัจจุบัน Flee เล่าถึงผลลัพธ์จากการต่อสู้ในอดีตของอามินที่ส่งผลต่อชีวิตที่ภายนอกดูสุขสบายแล้วของเขาเอง ชีวิตของอามินในฐานะผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายและผู้ลี้ภัยเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ท่วมท้นไปด้วยความหวาดกลัว อาย ผิดหวัง โกรธ และ โศกเศร้า 

Amin

“อามิน” เล่าถึงความสะพรึงกลัวของเขาเมื่อพยายามลักลอบเขาสวีเดนผ่านทะเลบอลติก ภาพอนิเมชั่นวาดตามคำบอกเล่าของอามินถึงเรือที่กำลังจะจม น้ำที่ท่วมทะลักเข้ามาในท้องเรือพร้อมพายุฝนที่เทกระหน่ำ พี่ชายกอดแม่ที่กำลังตัวสั่นพร่าด้วยความกลัว ก่อนที่ลายเส้นจะเปลี่ยนไป จากภาพอนิเมชั่นที่เล่าเรื่องที่อามินมองเห็นผ่านสายตากลายเป็นภาพเล่าถึงความกลัวภายในจิตใจของเขาเอง

FLEE

แม่และพี่ชายกลายเป็นภายเงาสีดำเข้ม เกลียวคลื่นสูงกลายแค่เส้นโค้งหยึกยัก ความกลัวกลายเป็นคำถามที่เขาถามตัวเองว่า ถ้าจะต้องเลือกช่วยชีวิตใครคนหนึ่ง เขาจะเลือกช่วยแม่หรือพี่ชาย เมื่อความกลัวกลายเป็นความสับสนร้อนรนและสิ้นหวังไร้คำตอบ อารมณ์ความหวาดกลัวพุ่งขึ้นถึงสูงสุด ภาพเงาดำของแม่และพี่ชายแตกสลายกลายเป็นเส้นโค้งไปหมุนไปพร้อมกับเส้นโค้งของเกลียวคลื่นทำให้ภาพบนหน้าจอกลายเป็นเส้นโค้งที่ไหลเข้าชนปะทะกันอย่างไม่มีสิ้นสุด

Amin

การเปลี่ยนสลับระหว่างอนิเมชั่นกับรูปภาพจริง ๆ ใน Flee ทำให้เรามองเห็นเรื่องราวของอามินในฐานะสารคดีและในขณะเดียวกันเราก็เข้าใจเรื่องราวของผ่านการจัดวางของศิลปะอนิเมชั่นที่นำความกลัวของอามินและความกลัวของเรามารวมไว้ด้วยกัน ส่วนผสมทั้งหมดทำให้ ‘ความจริงจากปากของอามิน’ กลายเป็นความจริงที่เหนือกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้จริง ๆ

อามิน

Flee ในฐานะสารคดีอนิเมชั่นเป็นหนึ่งในความพยายามที่จะเล่าเรื่องราวของอามินให้โลกใบนี้ฟัง แต่การเล่าเรื่องราวความจริงของคนคนหนึ่ง อาจไม่ใช่แค่การพูดมันออกมา หรือบันทึกมันไว้ในรูปถ่าย รูปถ่ายไม่เคยบันทึกความเป็นจริงและคำพูดก็เต็มไปด้วยข้อจำกัด Flee พยายามข้ามผ่านข้อจำกัดเหล่านั้นด้วยการข้ามไปใช้วิธีการที่ดูเหมือนจะห่างไกลจากความจริงที่สุดอย่างภาพวาดเส้นอนิเมชั่น และด้วยวิธีที่การที่ดูจะห่างไกลจากความจริงมากที่สุดอาจทำให้เราเข้าถึงความจริงได้ใกล้ที่สุดเช่นเดียวกัน

อามิน
  • Flee กลายเป็นหนังแอนิเมชั่นที่ดีที่สุดในรอบที่ผ่านมา เพราะแค่การเป็นหนังแอนิเมชั่นสารคดีก็ทำให้รู้สึกว้าวแล้ว แต่องค์ประกอบการประเด็นของเรื่องยังหนักแน่นและครบถ้วนกินใจอย่างเป็นที่สุด ตลอดเวลาชั่วโมงครึ่งที่ได้ซึบซาบเรื่องราวของผู้ลี้ภัยรายนี้เข้าไปนั้น เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งซาบซึ้ง ทั้งสะเทือนใจ ทั้งหดหู แต่อย่างน้อย ทุก ๆ  โมเมนต์ก็ล้วนแต่เต็มไปด้วยความหวัง  คะแนน 9/10

รับชมตัวอย่างหนัง : Flee

ติดตามข่าวสารหนังเพิ่มเติม : รีวิวหนัง

รีวิวหนังเรื่องอื่น ๆ เพิ่มเติม